บทความ


Google…อวดรูปแบบหน้าค้นใหม่ เริ่มใช้งานเร็วๆนี้

Google…อวดรูปแบบหน้าค้นใหม่ เริ่มใช้งานเร็วๆนี้

Google โชว์เหนือปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่หน้าค้นหา(search result page) บนเวอร์ชั่นมือถือ และกำลังจะเปิดใช้งานเร็วๆนี้

 

     การปรับเปลี่ยนรูปแบบที่สำคัญคือผลการค้นหาจะโชว์ผลเป็นรูปไอคอนบนเว็บไซต์(favicon)  และเปลี่ยนการวางชื่อเว็บไซต์ให้อยู่เหนือบทความที่เป็นลิงก์ ทั้งหมดนี้ทางกูเกิ้ลให้ความเห็นว่าผู้ใช้จะสังเกตุได้ทันทีว่าข้อมูลที่กำลังค้นหานั้นมาจะเว็บไซต์แหล่งไหนบ้าง

 

     ในส่วนของการแสดงผลค้นหาโฆษณา จะโชว์ไอคอน Ad สีดำ(จากเดิมสีเขียว)ที่มีความชัดเจน เห็นชัดขึ้น

 

     สุดท้ายนี้กูเกิ้ล จะเริ่มต้นใช้งานในระบบ mobile web ก่อนเวอร์ชั่น Desktop และจะมีการอัพเดทตามมาเร็วๆนี้ในเวอร์ชั่นของ Desktop

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Google

จีนตอกกลับสหรัฐฯ ไม่ส่งแร่ผลิต iPhone

จีนตอกกลับสหรัฐฯ ไม่ส่งแร่ผลิต iPhone

ตอกกลับอย่างต่อเนื่องจากที่สหรัฐฯ สั่งGoogle ยุติสัมพันธ์ธุรกิจกับ Huawei

 

ล่าสุดทางฝั่งจีนได้สั่งระงับการส่งแร่ “แรร์เอร์ธ” โดยเป็นแร่สำคัญอย่างมากในการผลิตชิปให้กับ iPhone ของฝั่งสหรัฐฯ เนื่องจากจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ซึ่งสัดส่วนมีถึง 90%  นับเป็นปัญหาใหญ่ของทางฝั่งสหรัฐเช่นกัน

 

แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ?
เป็นชิ้นส่วนหรืออะไหล่สำคัญที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์  เช่น หน่วยความจำ(memory), แผ่นDVD, แบตเตอร์รี่, แม่เหล็กครอบครุมไปถึงชิ้นส่วนภายในของโทรศัพท์ และยังมีส่วนประกอบที่สำคัญภายในมือถือ iPhone ด้วย

 

ธาตุหายากอย่าง Yttrium และ Europium  เป็นส่วนสำคัญในการผลิตของ iPhone อย่างมาก เนื่องจากมีการใช้ในแบตเตอรี่ของโทรศัพท์ และยังมีผลกับการแสดงผลของสีหน้าจอที่สวยงามแต่ Apple มีแผนที่ปรับลดอัตราค่าใช้จ่ายด้วยการหันไปใช้ วัสดุรีไซเคิล 

 

สงสัยไหม ทำไม แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ถึงสำคัญขนาดนำเอามาเป็นข้อต่อรอง ได้?
การที่จะผลิตแร่ชนิดนี้ได้นั้นต้องอาศัยความสมบูรณ์ของเปลือกโลกที่มีแร่ธาตุอย่าง ซีเรียมอย่างมากถึง25ส่วนต่อ 68 ล้าน ซึ่งมันเลอค่ามากทางเคมี ด้วยความที่มันหายาก และไม่อยู่รวมกันในจุดจุดเดียวบนโลก จึงทำให้แร่ชนิดนี้มีราคาสูง หายาก และขาดแคลน

 

จีนแก้เผ็ดสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกส่งแร่ “แรร์เอิร์ธ” ให้กับสหรัฐฯ แน่นอนว่าจีนถือไพ่เหนือกว่า ทั้งยังมีสัดส่วนการผลิกแร่ถึง 90%ของโลก นับตั้งแต่ 1994 จนถึง 2017 จีนเป็นผู้ผลิตแร่ที่หายากได้สูงสุดของโลกแต่ในทางคู่ขนานแคนาดาก็เป็นผู้ส่งออกอลูมิเนียมรายใหญ่ไปให้สหรัฐอเมริกา


อาจจะเป็นไปได้นะว่า การตลาดAppleแผนลดต้นทุนการผลิต ใช้วัสดุรีไซเคิล มีความเป็นไปได้สูง
อย่างไรก็ตามขอให้สงครามครั้งนี้ ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีผลกระทบใดใดต่อโลกของเรา

 

Huawei มองหาลู่ใหม่ จีบ Aptoide แทน Google Play Store

Huawei มองหาลู่ใหม่ จีบ Aptoide แทน Google Play Store

ผลพวงจากรัฐบาล สหรัฐฯ สั่งGoogle แบน บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนอย่างHuawei แน่นอนว่าผลกระทบต่อมาคือสงครามทางการค้า หรืออาจจะเป็นจุดเปลี่ยนการตลาดครั้งใหญ่ของโลกกันแน่ ?

 

     หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มีการลดหย่อนระยะเวลาให้กับ Huawei 90 วัน เพื่อความสะดวกของผู้ใช้ แน่นอน Huawei ได้มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด 

 

     ล่าสุดได้เข้าเจรจากับทาง Aptoide บริษัทขายแอพสัญชาติโปตุเกส เพื่อนำมาแทนที่ Google Play Store

 

Aptoide คือ ?

     Aptoide ร้านขายแอพ Android ทางเลือก มีความผู้ใช้ มากกว่า 200ล้านคน มีแอพในระบบ กว่า 9 แสนตัว บริษัทจดทะเบียนในยุโรป โดยนำแนวคิดมาจากระบบจัดการแพ็กเกจ APT ของ Debian ที่สามารถดึงแอพจากหลาย repository ได้ (ชื่อร้าน Aptoide คือ APT + droid)

 

     ทางทีมงาน Aptoide กล่าวว่า การเจรจานี้เกิดขึ้นจริง และไม่มีข้อมูลอื่นๆ มากกว่านั้น

 

     Huawei :ซึ่งมี “AppGallery”  ที่อยู่บนตลาดจีนเป็นหลักอยู่แล้ว Huawei จึงพยายามผลักดันนักพัฒนาเพิ่มขึ้น เป็นไปได้ว่า   แต่ตอนนี้บริษัทก็พยายามผลักดันให้นักพัฒนามาขายแอพบน AppGallery เพิ่มขึ้นด้วย เป็นไปได้ว่า Huawei ใช้ทั้ง AppGallery และ Aptoide ควบคู่กันไป หรืออาจจะมีการดึงนำข้อมูลของ Aptoide มาแสดงผลที่ App gallery แต่ทั้งนี้ Huawei จะได้ Aptoide มาแทน ที่ Google Play Store ก็ยังคงต้องมีอีกหลายๆส่วนที่มาเข้ากับการทำงานของระบบอย่าง Google sevice ทางHuawei จะแก้เกมส์อย่างไรต้องลุ้นกันดู   

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : GSMarena

Google รองรับระบบ Dark Mord ในแอปไหนบ้าง

Google รองรับระบบ Dark Mord ในแอปไหนบ้าง

สังคมในปัจจุบันนิยมหันมาใช้ Dark Mode กันอย่างมากขึ้น เพราะถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการถนอมสายตาในเรื่องของการใช้มือถือสมาทร์โฟนตอนกลางคืนได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอร์รี่สำหรับมือถือที่ใช้จอรุ่น OLED ทาง Google จึงไม่รอช้า เร่งพัฒนาให้ทุกแอพพลิเคชั่น สามารถใช้โหมดนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ดังนี้

 

Google Keep

แอปจดโน้ตที่มีประโยชน์มากมายอย่าง Google Keep สามารถจดโน้ตและซิงค์เข้ากับบัญชีได้ สามารถเปิดใช้งานได้จากหลายๆอุปกรณ์ที่มีบัญชีของเรา

การเปิดใช้งาน Dark Mode

1.กดตรงเครื่องหมาย 3 ขีด มุมซ้ายบน

2.Settings

3.Enable Dark Theme

 

Google Calculator

          แอปเครื่องคิดเลขที่หลายๆคนใช้กันอยู่บ่อยครั้งสามารถปรับเป็น Dark Mode ได้ในเวอร์ชั่นล่าสุด

การเปิดใช้งาน Dark Mode

1.กดที่เมนู 3 จุด ตรงมุมขวาบนของหน้าจอ

2.Choose Theme

3.Dark 

 

Google Play Games

          แอปสำหรับเกมอย่าง Google play Games สามารถเข้าไปปรับ Dark Mode ได้อย่างง่ายๆ ดังนี้

การเปิดใช้งาน Dark Mode

1.กดที่เมนู 3 จุด ตรงมุมขวาบนของหน้าจอ

2.Settings

3.Use dark theme 

 

Google Phone/Contacts

หน้าจอสำหรับโทรเข้าและโทรออกของมือถือก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ Dark Mode ได้เช่นกัน

การเปิดใช้งาน Dark Mode

1.กดที่เมนู 3 จุด ตรงมุมขวาบนของหน้าจอ

2.Settings

3.Display options

4.Dark theme 

 

Android Message

แอปส่ง SMS ที่หลายๆคนจะไม่ค่อยได้ใช้ แต่หารู้ไม่วาสามารถเปลี่ยนเป็น Dark Mode ได้เช่นกัน

การเปิดใช้งาน Dark Mode

1.กดที่เมนู 3 จุด ตรงมุมขวาบนของหน้าจอ

2.Enable dark mode

 

YouTube

แอปสำหรับดูวีดีโอที่เป็นที่นิยมอย่าง YouTube ก็มี Dark Mode มาสักระยะหนึ่งแล้ววิธีเปลี่ยนง่ายๆ ดังนี้

การเปิดใช้งาน Dark Mode

1.เข้ามาที่หน้าแอป

2.กดเลือกตรงมุมขวาบน ที่เป็นโปรไฟล์ของเรา

3.Settings

4.General

5.Dark Theme

 

Gboard

คีย์บอร์ดบนหน้าจอที่มากับมือถือ Androidทุกๆเครื่องอย่าง Gboard สามารถเปลี่ยน Dark Mode ได้เช่นกัน

การเปิดใช้งาน Dark Mode

1.กดที่เครื่องหมายเฟือง

2.Theme

3.เลือกสีดำได้เลย

Microsoft Store ถอด Huawei MateBook X Pro ไร้เสียง

Microsoft Store ถอด Huawei MateBook X Pro ไร้เสียง

Huawei ยังคงร้อนระอุ อย่างต่อเนื่อง เรื่องเก่าอย่างกูเกิลแบน Huawei ในระบบ Android ก็ยังต่อเนื่องมาถึงการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการ จากเดิม  Android เป็น Windows จะเกิดอะไรขึ้น

 

     ทางด้านผู้ผลิต Microsoft ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับทำสนธิสัญญาเกี่ยวกับ licence windows ให้กับผู้ผลิต Huawei ในส่วนของสินค้าตระกูลโน้ตบุ๊ก ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ให้มี user เข้าพบว่า ทางฝั่งผู้ผลิต Microsoft มีการนำออกส่วนลิสต์รายการของHuawei ตระกูล MateBook X Pro โน้ตบุ๊กคออกจากเว็บไซต์ Microsoft Store โดยไม่มีการแจ้งข่าว หรือประกาศแต่อย่างใด

 

     อย่างไรก็ตาม windows ยังคงถูกใช้งานเข้ากับ Huawei สำคัญที่ทางฝั่ง Microsoft มีโซลูชันด้านเซิร์ฟเวอร์ Windows Server/Azure Stack ที่ใช้กับฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์ของ Huawei ด้วยเช่นกัน

Panasonic ประกาศตัด Huawei พร้อมเครือข่าย 68 แห่ง

Panasonic ประกาศตัด Huawei พร้อมเครือข่าย 68 แห่ง

Panasonic ชูจุดยืนตัดความสัมพันธ์ Huawei เป็นผลพวงจากคำสั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าให้ยุติการทำธุรกรรมใดๆ กับบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างHuawei พร้อมเครือข่ายบริษัทในเครือกว่า 68 แห่ง

 

     23 พฤษภาคม 2562 มีรายงานจากชาแนลนิวส์เอเชียว่า บริษัทรายใหญ่ Panasonic อันต้นต้นๆ ของญี่ปุ่น เป็นซัพพลายเออร์ที่แสดงจุดยืนตัดความสัมพันธ์กับทาง Huawei ต่อมามีคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มชื่อบริษัท Huawei ในรายชื่อบริษัทที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการค้ากับสหรัฐฯ นอกจากมีใบอนุญาตถูกต้อง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ

 

     ถึงแม้ว่าไม่นานมานี้ กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ อนุมัติชั่วคราวให้กับทาง Huawei 90 วัน เพื่อผู้ใช้โทรศัพท์มือถือค่าย Huawei รวมไปถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในท้องถิ่น ซึ่งบอกได้เลยว่ามีผลกระทบอย่างมากกับทาง Huawei หนักหนาสาหัส

 

     โจ ฟลินน์ โฆษกของ Panasonic กล่าวว่า ได้มีคำสั่งยุติการทำธุรกรรมร่วมกับหัวเว่ย รวมไปถึงบริษัทในเครืออีกกว่า 68 บริษัท จากคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐฯ นั่นแปลว่าจะมีการระงับการจัดส่งชิ้นส่วนเล็กทรอนิกส์บางอย่างกับ Huawei

 

     แต่ถึงอย่างนั้นทาง Panasonic ก็ไม่มีฐานการผลิตที่ใหญ่พอสำหรับผลิตชิ้นส่วนที่จะถูกจัดส่งไปยังสหรัฐฯ แต่มันมีผลกระทบต่อวัสดุหรือเทคโนโลยีที่มีส่วนในการผลิตในสหรัฐฯ กว่า 25% ทาง Panasonic ขอไม่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกระงับการจัดส่งความเกี่ยวกับข้อง Huawei

ระบบปฏิบัติการตัวแรกของ Huawei อาจใช้ชื่อว่า Hongmeng OS

ระบบปฏิบัติการตัวแรกของ Huawei อาจใช้ชื่อว่า Hongmeng OS

     จากประเด็นร้อนแรงกรณี Huawei ถูกแบนจากรัฐบาลสหรัฐและบีบให้คู่ค้าต่างๆ หยุดให้บริการกับทางค่าย ทำให้ทั่วโลกจับตาว่า Huawei จะรับมือทางการตลาดกับสถานการณ์นี้อย่างไร

 

     โดยย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีข่าวว่า Huawei ซุ่มพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองอย่างเงียบๆ เพื่อเตรียมการไว้สำหรับการรับมือหากรัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าล้มกระดานเหมือนกับสถานการณ์ที่เผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยโดยแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้รายหนึ่ง ซึ่งให้ข้อมูลว่า Huawei ได้เริ่มพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2012 โดยอาจใช้ชื่อว่า “Hongmeng” ซึ่งก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะใช้ชื่อนี้จริงหรือไม่หรือเป็นแค่รหัสชื่อเรียก นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทางค่ายได้ใช้งานระบบ OS ดังกล่าวอย่างเงียบๆ มาเป็นเวลาหลายปี

 

     จากท่าทีของ Huawei ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเตรียมความพร้อมในการรับมือในระดับหนึ่ง ซึ่งเราก็ต้องมาติดตามกันต่อไปว่าทางค่ายจะออกมาเดินเกมตอบโต้อย่างไรในสถานการณ์อย่างนี้

 

     มีรายงานเพิ่มเติมว่า HongMeng OS มีรากฐานมาจากระบบปฏิบัติการ Linux ซึ่งได้ถูกเริ่มพัฒนาขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2012 ในมหาวิทยาลัย Jiaotong กรุงเซี่ยงไฮ้ ซึ่งก็ได้มีการทดลองนำเอาไปใช้กับอุปกรณ์และแก็ดเจ็ตต่างๆ ของ Huawei ไปบ้างแล้ว

 

     KIRIN OS เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนอกจาก HongMeng OS หากยังจำกันได้เมื่อปี 2018 นั้นช่วงที่กำลังผลิตมือถือสายเกมมิ่งอย่าง Honor Play เราได้เห็นชื่อของ Kirin OS 1.0 ปรากฏขึ้นมาบนภาพหลุดของตัวเครื่อง ซึ่งในตอนนั้นก็คาดว่าอาจจะเป็น OS เฉพาะสำหรับมือถือสายเกมมิ่ง ที่เน้นประสิทธิภาพในการเล่นเกมออกมาให้มากที่สุด แต่สุดท้ายแล้ว Honor Play ก็ออกมาวางจำหน่ายบน Android + EMUI เหมือนเดิม ไม่ได้มีการใช้ Kirin OS แต่อย่างใด

 

     จากข้อมูลในตอนนี้เรายังไม่ทราบว่า HongMeng OS และ Kirin OS นั้น คือ ระบบปฏิบัติการตัวเดียวกันหรือมีความเกี่ยวพันกันตรงไหนหรือไม่ และยังไม่มี feedback จาก Huawei เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการดังกล่าว แต่ที่แน่ๆ Huawei น่าจะพร้อมรับมือกับเหตุการณ์นี้แล้ว คงต้องติดตามกันว่า ทาง Huawei จะออกมาตรการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก droidsans, huaweicentral , wccftech

นักการตลาดไม่ถูกใจสิ่งนี้ Clear History ฟีเจอร์ใหม่ของ Facebook

นักการตลาดไม่ถูกใจสิ่งนี้ Clear History ฟีเจอร์ใหม่ของ Facebook

     วันอังคารที่ผ่านมา Facebook ประกาศแจ้งเตือนผู้ลงโฆษณาถึงผลกระทบในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เมื่อฟีเจอร์ "Clear History" จะถูกเปิดใช้งานในเดือนหน้า

 

     ฟีเจอร์ "Clear History" โดยหลักๆ แล้วจะอนุญาตให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถล้างประวัติการเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ออกจากโปรไฟล์ของตัวเองใน Facebook ได้ ซึ่งจะคล้ายๆ กับฟีเจอร์เคลียร์ประวัติการท่องเว็บเบราว์เซอร์ต่างๆ

 

     สิ่งที่ตามมาคือ ผลกระทบโดยตรงต่อเหล่านักการตลาด การโฆษณาแบบกำหนดเป้าหมาย ที่อาจไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนอย่างที่ผ่านมา และรายงานระบุว่า ฟีเจอร์ดังกล่าว จะกระทบต่อเทคโนโลยีการตลาด เช่น Facebook Pixel และ Custom Audiences โดยเฉพาะกับแบรนด์ที่นำใช้ทำการ Tag หาผู้ใช้งานที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของแบรนด์ เพื่อที่จะส่งโฆษณาไปหาผู้ใช้เหล่านั้นเมื่อพวกเขากลับไปยัง Facebook

 

     แต่วิธีการนี้จะใช้ไม่ได้เลย หากผู้ใช้สามารถลบ Tracks ของตัวเองได้ เว้นเสียแต่ว่า พวกเขาจะกลับไปที่เว็บไซต์อีกครั้ง และสร้างประวัติการใช้งานขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แบรนด์ต่าง ๆ จึงต้องตระหนักถึงประเด็นนี้ให้มาก โดยเฉพาะในการวางแผนแคมเปญการตลาดที่ต้องมีการระบุกลุ่มเป้าหมาย

 

     อย่างไรก็ตาม Facebook ยังมั่นใจว่า การโฆษณาและการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานจะสามารถเดินไปด้วยกันได้ โดยหลังจากนี้ Facebook จะหารือกับเอเจนซี่และภาคธุรกิจเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่ผู้ลงโฆษณาจะต้องทราบและเตรียมการต่อไป

Huawei ชี้แจง...กรณี Google ลงดาบทางการค้า

Huawei ชี้แจง...กรณี Google ลงดาบทางการค้า

มีการทำงานบนแพลทฟอร์มโอเพ่นซอร์ซของพันธมิตรทั่วโลกอย่างตั้งใจและใกล้ชิด เพื่อพัฒนาอีโคซิสเต็มที่มีประโยชน์กับผู้ใช้และภาคอุตสหกรรม

จึงขอให้มั่นใจว่าจะยังคงให้บริการอัพเดทซอฟแวร์ ทั้งระบบความปลอดภัยรวมไปถึงบริการหลังการขายในตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทั้งหมดของHuawei ครอบครุมไปถึงโมเดลที่จำหน่ายออกไปแล้วและในคลังสต๊อกของทั่วโลก

“เราจะมุ่งมันพัฒนาสร้างอีโคซิสเต็มของซอฟท์แวร์ ที่ยั่งยืนและปลอดภัยที่สุด

เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีสู่ผู้ใช้ทั่วทุกมุมโลก”

ปัญหาที่จะกระทบบนสมาร์ทโฟน Huawei มีอะไรบ้าง ? มาทราบไปพร้อมๆกัน

รุ่นที่ Huawei ได้เปิดตัวไปทั้งหมดรวมจนถึงปัจจุบันนี้ จะยังคงใช้ Google Play Store, Gmail,Google Maps ได้ทั้งหมด เพียงแต่จะไม่มีการอัพเดท ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดทความปลอดภัยรวมไปถึงตัวของระบบ Android ผู้ใช้จะไม่มีโอกาสได้อัพเดทอีก (ข้อมูลล่าสุด 20 พค. 62)

 

ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนจากค่าย Huawei ทั้งที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคตข้างหน้า จำไว้ว่า!! คุณจะไม่สามารถเข้าใช้งาน Google Play Store, Gmail,  Google Maps และบริการอื่นๆ ใน Google Services อย่างแน่นอน


สุดท้ายนี้ยังคงต้องรออัพเดทกันต่อไปว่า ทางHuawei จะเจรจากับ รัฐบาลสหรัฐ ว่าสุดท้ายแล้ว จะลงเอยอย่างไร ?

 

ไม่เช่นนั้น ทางHuawei อาจต้องหันมาพัฒนาระบบOS  ด้วยตนเองซะแล้วซิ! อย่างไรก็ตามขอให้การเจรจาครั้งนี้จบลงด้วยดี มีแต่วินกับวิน

จับตาสถานการณ์ Huawei โดน Google แบน

จับตาสถานการณ์ Huawei โดน Google แบน

     เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคนคงได้ได้เห็นข่าวเรื่องสหรัฐออกประกาศฉุกเฉิน ห้ามบริษัทต่างๆ ในประเทศใช้อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมจากบริษัทต่างชาติ แต่ยังไม่มีการสรุปผลที่แน่ชัดออกมาว่ามีอะไรที่จะได้รับผลกระทบบ้าง จนกระทั่งเมื่อวานนี้ Huawei ถูกระงับการใช้งาน  Android License หลังสหรัฐบีบ Google ให้หยุดทำธุรกิจด้วย

 

     โดยเรื่องราวนี้เกิดจากเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังจากที่มีการประกาศฉุกเฉิน กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐได้มีการเพิ่มชื่อ Huawei และบริษัทลูกอีกกว่า 68 แห่ง เข้าไปอยู่ใน Entity List หรือบัญชีดำการซื้อขาย ซึ่งใครก็ตามที่ถูกขึ้นชื่อเอาไว้จะไม่สามารถซื้อชิ้นส่วนหรือสินค้าต่างๆ จากบริษัทในอเมริกาได้ ซึ่งนั่นรวมไปถึงบริการต่างๆ บน Android จาก Google ด้วย

 

     Huawei จะถูกระงับการอัปเดตต่างๆ จาก Android OS ทันที แต่จะสามารถใช้ Android ได้ผ่านเวอร์ชันที่เปิดให้เป็นสาธารณะหรือ open source เท่านั้น และทาง Google จะระงับการให้บริการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการธุรกิจ คำสั่งระงับบริการครั้งนี้ มีผลต่อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยที่อยู่นอกประเทศจีนทั้งหมด และทำให้โทรศัพท์หัวเว่ยถูกจำกัดการเข้าถึงระบบปฏิบัติการ Android ทันที ซึ่งอาจส่งผลให้โทรศัพท์หัวเว่ยรุ่นที่จะออกมาหลังจากนี้ไม่สามารถเข้าถึงบริการหลักของกูเกิล รวมถึง Google Play Store, Gmail, YouTube, Google Maps ได้อีกต่อไปและอื่นๆ ที่มีชื่อของ Google ด้วย ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นปัจจุบันยังสามารถอัปเดตแพพลิเคชั่นต่างๆ ผ่าน Google Play Store ได้ แต่อาจมีผลต่อการได้รับอัปเดตระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ที่หัวเว่ยอาจไม่ได้รับการซัพพอร์ตจากกูเกิล

 

     หลัง Huawei ถูกระงับการใช้งานยังไม่ถึง 24 ชม. ล่าสุด !!! ทางการสหรัฐฯ ได้ประกาศชะลอการแบน Huawei 90 วัน โดยกระทรวงพาณิชย์แห่งสหรัฐ ได้ประกาศชะลอการคว่ำบาตรหัวเว่ย เป็นเวลา 90 วัน ไปจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม เพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนและบรรดาบริษัทคู่ค้า ได้มีเวลาอัปเดตซอฟต์แวร์และข้อบังคับตามสัญญาในด้านต่างๆ โดยคำสั่งนี้เปิดโอกาสให้หัวเว่ยได้อัปเดตซอฟท์แวร์เพื่อให้ผู้ใช้ยังคงสามารถใช้งานโทรศัพท์ของบริษัทได้ และยังทำให้หัวเว่ยสามารถใช้ระบบแอนดรอยด์ได้เหมือนเดิมจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม อย่างไรก็ตาม การชะลอเวลาออกไป 90 วันครั้งนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการคว่ำบาตรที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

     แต่นายเหริน เจิ้งเฟย CEO ของ Huawei ได้ออกมาให้ข่าวว่า การจะต่อหรือไม่ต่ออายุ 90 วันของสหรัฐฯ นั้น ไม่ได้มีความหมายกับ Huawei เท่าใดนักเพราะได้เตรียมพร้อมสำหรับการณ์นี้ไว้แล้ว เพราะทราบเป็นอย่างดีว่า การพึ่งพาระบบปฏิบัติการคนอื่น ย่อมมีความไม่แน่นอน ยิ่งอยู่ในภาวะ Trade War ก็ยิ่งมีความสุ่มเสี่ยงสูง จึงได้มีการพัฒนาระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS) ของตัวเองขึ้นมาเตรียมไว้ หากย้อนไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม นายริชาร์ด หยู เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ทางบริษัทได้มีการพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมาแล้ว โดยระบบปฏิบัติการดังกล่าวมีชื่อว่า "Hongmeng" โดยเป็นการพัฒนาไว้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่อาจทำให้ไม่สามารถใช้ระบบปฏิบัติการของเจ้าอื่นๆ อาทิ แอนดรอยด์ ของกูเกิลได้

 

     อย่างไรก็ตาม "Hongmeng" เป็นระบบปฏิบัติการที่ทางหัวเว่ยซุ่มพัฒนาไว้ตั้งแต่ปี 2012 และมีการใช้งานระบบ OS ดังกล่าวอย่างเงียบ ๆ ในสมาร์ทโฟนโดยไม่เคยเปิดเผยมาตลอดหลายปี แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าจะเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของระบบปฏิบัติการนี้ หรือเป็นเพียงโค้ดเนมเท่านั้น แต่ก็มีการยืนยันว่าระบบปฏิบัติการดังกล่าวมีอยู่จริง ทั้งนี้คาดว่าระบบปฏิบัติการ Hongmeng จะถูกนำมาใช้ในโทรศัพท์มือถือของ Huawei แทนระบบปฏิบัติการ Android ที่เพิ่งประกาศยุติการสนับสนุนในโทรศัพท์ Huawei เมื่อวานนี้

 

     กรณีนี้ยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา – จีน ที่ขึ้นๆ ลงๆ มาเป็นระลอกนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปในภายภาคหน้า

สิ่งที่นักการตลาดควรรู้จากงาน Google I/O 2019

สิ่งที่นักการตลาดควรรู้จากงาน Google I/O 2019

     งาน Google I/O 2019 งานใหญ่ประจำปีที่ Google อัพเดทให้ developer และผู้ใช้งานทราบถึงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ จาก Google มาดูกันว่าสิ่งที่นักการตลาดและคุณควรรู้จากงานนี้มีอะไรบ้าง

 

1. AR Search Result

     ระบบการค้นหาของ Google ที่เราคุ้นเคยกันมานับสิบปี กำลังจะทำให้ผลการค้นหาน่าสนใจมากขึ้น ด้วยการรองรับเทคโนโลยี AR ทำให้เราสามารถเห็นภาพของผลการค้นหาในรูปแบบของวัตถุ 3 มิติ ขนาดเท่าของจริง หมุนดูได้ทุกมุม และสามารถจำลองมาวางในพื้นที่จริงได้

     เช่น ต่อไปเมื่อเราจะทำการค้นหา (Search) อะไรสักอย่างที่อยากได้ เช่น ตู้เสื้อผ้า เราจะสามารถดูแบบ AR ได้ สามารถนำตู้เสื้อผ้ามาลองวางที่ห้องจริงได้เพื่อดูว่าเข้ากับห้องของเราหรือไม่ จัดวางมุมไหนได้บ้าง เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อ

 

2. Google Lens

     นอกจากจะสามารถแปลป้ายจากภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาที่เราเข้าใจได้แบบ real-time แล้ว Google ได้เพิ่มความสามารถใหม่ๆ โดยสามารถใช้ Google Lens ส่องสินค้าหรือบริการต่างๆ เพื่อค้นหาข้อมูลแบบ real-time ได้ทันที เช่น สามารถใช้กล้องส่องเมนูที่ร้านอาหาร เพื่อดูได้เลยว่าเมนูไหนมีหน้าตาเป็นอย่างไร หรือดูรีวิวจากคนที่เคยมาทานได้ ซึ่งเป็นการเปิดทางให้ทุกคน สามารถเข้าใจสิ่งใหม่ได้ในรูปแบบที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

 

3. Live Caption

     อีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญที่ถูกเปิดตัวในงาน I/O ปีนี้ คือ Live Caption หรือระบบการทำซับไตเติ้ล (Subtitle) อัตโนมัติให้กับทุกคลิปวิดีโอ หรือแม้แต่ Podcast หากเลือกเปิด Live Caption จะโชว์ซับไตเติ้ลให้ทันที ที่สำคัญรองรับหลายภาษา

     ฟีเจอร์ดังกล่าวเป็นผลดีต่อกลุ่มคนที่พิการทางการได้ยินที่มีจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก สามารถเข้าถึงคอนเทนต์วิดีโอได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล รวมถึงบุคคลทั่วไปที่ต้องการจะดูวิดีโอแบบปิดเสียงในขณะเดินทาง ก็สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้เช่นกัน

 

4. Voice Command

     ที่ได้รับความฮือฮาที่สุดต้องยกให้ Google Assistant ที่สามารถพัฒนา AI ไปอีกขั้น สามารถประมวลผลได้เร็วขึ้นเป็น 10 เท่าจากการเดโมบนเวทีในงาน Google Assistant ตอบสนองและดำเนินการต่างๆ ตามคำสั่งได้รวดเร็วและแม่นยำ แถมยังแสดงให้เห็นความสามารถต่างๆ เช่น เข้าใจคำสั่งที่เป็น contextual และ personalization มากขึ้นไปอีก เช่น เข้าใจว่า จุดหมาย “โรงแรมของฉัน” คือ โรงแรมที่ปัจจุบันผู้ใช้งานพักอยู่โดยไม่ต้องใส่ข้อมูลล่วงหน้า และฟีเจอร์อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้คงเป็นผลจากที่ Google มีบริการหลากหลายให้คนทั่วโลกใช้งาน เช่น Search (text/image/visual) Maps Translate และ Gmail ทำให้ทาง Google มีคลังข้อมูลอันมหาศาลสามารถนำมาทำ Machine Learning ให้ AI ฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

9 เครื่องมือ วัดผล SEO

9 เครื่องมือ วัดผล SEO

เครื่องมือในการทำ SEO นั้นสำคัญในการทำให้เว็บไซต์ของเราได้รับความนิยมและได้คะแนนจากกูเกิ้ลเยอะ จะมีวิธีไหนกันบ้างไปดูกันเลย

 

1.Organic traffic

Organic Traffic คือยอดทราฟฟริกที่ได้รับจาก Search Engines ต่างๆ ซึ่งจะถูก ถูกแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Free Organic Traffic และ Paid Organic Traffic ความแตกต่างก็คือตัวแรกจะเป็นทราฟฟริกที่เกิดขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และตัวที่สองคือทราฟฟริกที่เกิดขึ้นมาโดยมีค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ว่านี้ก็จะเป็นค่าโฆษณาอย่าง Google Ad นั่นเอง ข้อดีของ Organic Traffic คือตรงเป้าหมาย สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลักได้ง่ายและเพิ่มโอกาสในการซื้อขายหรือบรรลุวัตถุประสงค์ให้มากขึ้น เพราะยอดทราฟฟริกที่เกิดขึ้น มาจากผู้ที่สนใจหรือมีความต้องการจริงทั้งหมด

 

2. Bounce rate                                                                                          Bounce rate คือ “The percentage of single-page sessions” ซึ่งมีความหมายชัดเจนก็คือ สัดส่วนของการเข้าชมเว็บไซต์เพียงหน้าเดียวพูดง่ายๆ คืออัตราส่วนของคนเข้ามาเว็ปเราแล้วอยู่แค่หน้าเดียว แล้วปิดไป ซึ่งเขามองว่าถ้ายิ่งสูงแสดงว่าเว็ปเราไม่มีคุณภาพเพียงพอ หรือไม่โดนใจคนอ่านพอ ให้กดไปหน้าอื่นๆ

 

3. Pages per session                                                                                     ค่าเฉลี่ยของคนที่เข้ามาในเว็บไซต์ 1 ครั้งจะเข้าถึงกี่หน้า จำนวนครั้งการเข้าเว็บไซต์ในช่วงเวลานั้นๆ ปกติแล้ว Google Analytics จะทำการนับทุก IP ที่เข้ามายังเว็บไซต์ ซึ่ง 1 IP จะนับเป็น 1 Session แต่จะมีเวลาจำกัดอยู่ที่ครึ่งชั่วโมง ตัวอย่างเช่น 1 IP ที่เข้ามาเว็บไซต์ แล้วอยู่ในเว็บเป็นเวลา 49 นาทีแล้วออก Google Analytics จะนับเป็น 2 Sessions เป็นต้น

 

4. Organic CTR                                                                                    อัตราส่วนที่แสดงว่าผู้ที่เห็นโฆษณาของคุณคลิกโฆษณาบ่อยเพียงใด คุณสามารถใช้อัตราการคลิกผ่าน (CTR) เพื่อวัดประสิทธิภาพของคีย์เวิร์ดและโฆษณาได้

 

5. Domain/Page Authority                                                                   

Domain authority (DA) เป็นหลักการคัดเลือกเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเพื่อนำไปจัดทำ Index Google โดยมีคะแนนอยู่ระหว่าง 1-100 คะแนน ปัจจัยที่มีส่วนในการให้คะแนนนั้นมีมากมายนัก

 

6. Citation/Trust Flow

TrustFlow

หลายเว็บไซต์อาจให้คำจำกัดความของ TF (Trust Flow) แตกต่างกัน และบางทีก็อาจสร้างความสับสนสำหรับมือใหม่ ถ้าพูดถึง TF ให้นึกถึงคำว่า ความน่าเชื่อถือเสมอ เพราะเป็นค่าที่ได้จากการไหลของลิงค์ (Flow) เมื่อสายเหล่านั้นไหลมายังเว็บไซต์ของคุณ ความน่าเชื่อถือของเว็บคุณก็พุ่งสูงขึ้น นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า Trust Flow อธิบายให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น เปรียบเทียบระหว่างนาย A เป็นรัฐมนตรี กับนาย B เป็นโจร การแนะนำมาของนาย A ย่อม มีความน่าเชื่อถือมากกว่านาย B อย่างแน่นอน    

CitationFlow                                                                                                      หากพูดถึง CF หรือ Citation Flow ให้นึกถึงคำว่า การอ้างอิงหรือเปรียบเสมือนการเขียนบทอ้างอิงท้ายเล่มหนังสือ เมื่อมีแหล่งอ้างอิงที่มาก ย่อมมีคะแนนที่มากขึ้นตามลำดับ โดย CF มีความเกี่ยวข้องกันกับ TF แต่การที่เว็บไซต์มีค่า CF สูงไม่ได้หมายความว่าค่า TF จะสูงตามไปด้วย

 

7.SERPDominance                                                                                           SERP หรือ  Search Engine Results Page หมายถึง ผลการแสดงอันดับของ Search Engine ดังนั้นสำหรับ Google SERP พูดแบบง่ายๆ ก็คือ หน้าเว็บ Google ที่มันแสดงผลของการค้นหา เวลาเราพิมพ์หาข้อมูลต่างๆนั่นเอง ลิสต์ของหน้าเว็บเพจที่แสดงบน Google จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. Organic SERP Listings – ผลลัพธ์ที่แสดงจากการจัดอันดับตามธรรมชาติ
2. Paid SERP Listing – ผลลัพธ์ที่แสดงจากการลงโฆษณากับ Google หรือจะเรียกว่า Sponsored Links

 

8.ReferringDomains                                                                                          จำนวน IP ทั้งหมดที่ลิ๊งค์มียังเวบไซต์  เว็บไซต์ต่างๆจะมีหมายเลข IP โดยอ้้างอิงไปยังหมายเลขของเครื่อง server โดย server หนึ่งเครื่องจะมีหมายเลข IP 1 ชุด หรืออาจมากกว่านั้น และในเครื่อง server นั้นก็มักจะมีหลายโดเมนรวมกันอยู่ภายใน server เครื่องเดียว การที่เราไปเพิ่มลิงค์อาจจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร หากเว็บไซต์นั้นๆที่เราไปเพิ่มลิงค์ไม่ได้เป็นเว็บที่มีคุณภาพ โดยจะดูจากภาพรวมทั้งหมดของเว็บว่าเป็นเว็บประเภทอะไร และมีอันดับที่สูงใน alexa หรือไม่โดยจะมีองค์ประกอบอีกหลายๆอย่าง หากเว็บไซต์ที่เราไปเพิ่มนั้นเป็นเว็บที่มีคุณภาพ ไม่ว่าเราจะไปเพิ่มเว็บลงในหน้าไหนของโดเมนนั้นคุณก็จะได้แบล็คลิงค์ที่มีคุณภาพกลับมาแน่นอน

 

9.PageSpeed                                                                                                   ค่า Page Speed คือ ค่าของความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ โดยต้องเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ Google ให้คะแนนการโหลดเว็บไซต์อยู่ที่ 100 คะแนน  ซึ่งมีปัจจัยที่ใช้วัดความเร็ว อยู่ 3 ส่วน คือ

1.Request คือ การเรียกขอใช้งานต่างๆ ในการแสดงผลเว็บไซต์ เช่น ภาพ, Css , script ต่างๆ

   หรือ JQuery

2.Load Time  คือ ระยะเวลาที่ใช้ในการโหลดทั้งหมดต่อหน้าโฮมเพจ

3.Page size คือ ขนาดของไฟล์ทั้งหมดในการโหลดหน้าเพจนั้นๆ

อัปเดตเครื่องมือโฆษณาใหม่ จาก Google Marketing Live 2019

อัปเดตเครื่องมือโฆษณาใหม่ จาก Google Marketing Live 2019

งาน Google Marketing Live 2019 งานที่ว่ากันด้วยเรื่องการตลาดและโฆษณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านโฆษณาต่างๆ ของ Google มาดูกันว่ามีอะไรมาใหม่และมีอะไรน่าสนใจกันบ้าง ซึ่งในปีนี้มีอัปเดตที่ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ทางเราขอนำ 8 สิ่งที่น่าสนใจมาเสนอให้ดูกันค่ะ

 

1. เปิดตัว Discovery Ad

     ถ้าพูดถึงระบบโฆษณาหลักๆ ของ Google นั้น หลายๆ คนก็มักจะคิดถึงเรื่อง Search Ad ซึ่งจะเน้นเรื่องโฆษณาเมื่อคนต้องการค้นหาอะไรบางอย่างโดยเฉพาะ แต่ยังมีอีกด้านหนึ่งที่ Google สามารถทำได้ดีเช่นกันคือ ตัวแพลตฟอร์มและบริการอื่นๆ ของ Google นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Customer Journey ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนดูคอนเทนต์ต่างๆ บน YouTube หรือการเปิดอ่านข้อมูลโปรโมชั่นต่างๆ บน Gmail Promotion tab หรืออย่างในบริการอย่าง Google Discover ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเช็ค อัปเดตข่าวสารต่างๆ ได้ โดยจะอยู่ในหน้า Google.com เมื่อเปิดผ่านมือถือ iOS / Android

     ด้วยเหตุนี้ Google เลยเปิดตัว Discovery ads  ซึ่งจะสามรถใช้งานได้ทั่วโลกในช่วงปลายปี โดยตัว Discovery ads นี้จะเป็นการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Google โดยยังใช้คุณสมบัติพื้นฐานอย่างเรื่องการนำเรื่อง Intent User มาใช้ในการระบุเป้าหมายได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งตัว Discovery ads นี้ก็จะนำโฆษณาไปแสดงผลที่ YouTube Home feed , Gmail และ Google Discover นั่นเอง

     ข้อดีของ Google Discover Ads คือ ไม่ใช่เป็นตัวโฆษณาแบบ Text อย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้งานครีเอทีฟแบบ Carousel Ads (โฆษณาเลื่อนได้)ได้ด้วย ซึ่งสร้างความน่าสนใจได้มากขึ้นกว่าเดิม

 

2. เปิดตัว Gallery ads

     ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวต่อมาคือ โฆษณาที่อาศัยลักษณะเด่นของภาพมาเป็นจุดขาย ปัจจุบันเราจะเห็นว่าการโชว์ผลการ Search นั้นจะเอารูปภาพมาโชว์อยู่ด้านบน ซึ่งเป็นพื้นที่โฆษณาใหม่ที่แบรนด์สามารถลงโฆษณาและโชว์รูปผลิตภัณฑ์ในแบบ Gallery และมีหลายภาพให้คนสามารถเลื่อนดูได้ ทำให้สามารถเล่าเรื่องได้มากขึ้น

     ตัว Gallery ads สามารถใส่รูปภาพได้ 4-8 รูป โดยสามารถสร้าง Tagline ได้ มีความยาว 70 ตัวอักษรและมีได้ 3 headline

     ทั้งนี้ ทาง Google เผยว่า แคมเปญที่มีการใช้ Gallery ads นั้นสามารถสร้าง Interaction ได้มากกว่าแคมเปญปกติถึง 25% ด้วยกัน ตัว Gallery ads นั้นจะเปิดให้ใช้ได้ในช่วงปลายปีนี้

 

3. การอัปเกรดตัว Showcase Shopping ads

     ตัว Shopping ads ที่โชว์โฆษณาสินค้าต่างๆ บนหน้า search แล้วให้คนเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ได้ทันทีนั้นก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี และจะมีการขยายช่องทางโฆษณาเพิ่มขึ้นในส่วน Google Image, Google Discover และ YouTube ด้วย

 

4. การอัปเกรด Smart Bidding

     ตัว Smart bidding ที่เปิดตัวไปปีก่อนนั้น ถูกพัฒนามากขึ้นด้วย Machine Learning และทำให้สามารถทำอะไรได้ดีขึ้นกว่าเดิม ลึกกว่าเดิม ทำให้ Smart Bidding ทำการ optimize ให้เหมาะกับสิ่งที่สำคัญกับธุรกิจเราได้จริงๆ

     สิ่งที่เรียกเสียงปรบมือได้เยอะ คือการที่ Smart Bidding นั้นสามารถทำการเลือก optimize ตัว conversion ได้ในระดับ campaign เช่น บางแคมเปญอาจจะเน้นเรื่อง online sale แต่บางแคมเปญเน้นอีกวัตถุประสงค์หนึ่ง ซึ่งนอกจากการเน้น online sale ยังสามารถเลือก store visit ได้อีกด้วย

     นอกเหนือจากนั้นแล้วยังสามารถตั้งค่าอื่นๆ เข้าไปเพิ่มได้ด้วย เช่น การทำโปรโมชั่นตามช่วงเวลา หรือการตั้งเงื่อนไขของ Conversion ต่างๆ เพื่อให้ Smart Bidding ทำงานได้ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับทำให้นักโฆษณาสามารถเข้าใจผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากแคมเปญต่างๆ ได้มากกว่าเดิม

 

5. Bumper Machine

     ตัว Bumper ads เป็นหนึ่งในโฆษณาที่ตอนนี้ใช้กันเยอะมากบน YouTube แต่หลายๆ แบรนด์ยังมีปัญหาอยู่ไม่น้อยกับการผลิตชิ้นงานที่เหมาะสม เพื่อมาใช้กับตัวโฆษณาความยาว 6 วินาทีนี้ เพราะต้องทำโปรดักชั่นกันใหม่และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

     ล่าสุดทาง Google ได้พัฒนาตัว Bumper Machine ซึ่งจะเป็นระบบช่วยนำคลิปวิดีโอเดิมที่แบรนด์มี (ความยาวต่ำกว่า 90 วินาที) มาทำการผลิตชิ้นงาน Bumper ads ให้ โดยใช้ระบบ Machine Learning ในการทำความเข้าใจตัววิดีโอและทำชิ้นงาน 3-4 ชิ้นขึ้นมาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 

6. Custom audiences & Audience expansion

     ระบบการหากลุ่มเป้าหมาย (Audience) ของ Google ก็ทำให้เรียบง่ายกว่าเดิม จากที่มี Custom affinity และ Custom intent นั้นมารวมกันเป็น Custom audiences ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ง่ายขึ้น และตัว Interface ก็ทำให้ใช้งานง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย

     นอกจากการทำ Custom audiences ได้แล้ว ยังสามารถขยายกลุ่ม audience ดังกล่าวโดยใช้ Audience Expansion เพื่อสามารถหากลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกับ audience เดิมได้

     ตัว Custom audiences และ Audience expansion นั้นจะเปิดให้ใช้กับ Discovery ads และ YouTube ในปีนี้

 

7. Connected TV & Audio ad inventory

     สำหรับในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Enterprise) นั้นก็จะมีบริการ Google Display & Video 360 ซึ่งสามารถเลือกโฆษณาในแบบ Audio อย่าง Spotify, Google Play Music และตอนนี้ก็จะสามารถเลือก Inventory ที่อยู่ใน Connected TV ได้แล้วด้วย

 

8. Deep Linking App

     สำหรับแบรนด์ที่มีแอพอยู่แล้วและอยากให้ Search Result นั้นสามารถพาลูกค้าไปยังแอพของตัวเองแทนที่จะไปหน้าเว็บ อาจเคยประสบปัญหาว่าไม่สามารถพาไปถึงหน้าที่ตัวเองต้องการได้บนแอพ ซึ่งตอนนี้ระบบโฆษณาของ Google มีการพัฒนาและทำให้สามารถพาลูกค้าที่เจอสินค้าผ่าน Search นั้นเปิดไปยังตัวแอพและทำการซื้อสินค้าหรือดูข้อมูลจากแอพได้ทันที

 

     นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอัปเดตจากงาน Google Marketing Live 2019 ซึ่งในงานยังมี Keynote อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมายมาย และจะเห็นว่าหลายๆ การอัปเดตนั้น ยังไม่ได้เปิดให้บริการ ซึ่งต้องคอยติดตามดูว่าจะเข้ามาให้ผู้ใช้ชาวไทยได้ใช้กันเมื่อไรอีกทีนะคะ

ทิศทางการทำ SEO

ทิศทางการทำ SEO

     การทำ SEO ในปัจจุบันง่ายกว่าการทำ SEO ในสมัยก่อน เพียงแค่เราใส่ใจ USER ให้มากขึ้น เราก็จะสามารถได้อันดับที่ดีใน GOOGLE ได้ บทความนี้จะมาให้ประโยชน์และเทคนิคในการทำ SEO กัน

 

     1.RankBrain & UX Signals

RankBrain AI ทำให้จำนวน Backlinks, ค่า DA/PA, Domain age และตัวเลขในเชิงปริมาณต่าง ๆ ของเว็บไซต์อาจจะถูกลดึวามสำคัญลงหรืออาจจะไม่มีความจำเป็นอีกเลย เพราะ RankBrain มีความคิดเป็นของตัวเอง พยายามเรียนแบบพฤติกรรมของ User อะไรที่เป็นกระแส หรือ เนื้อหาที่คนต้องการมากจริง ๆ ก็มักจะนำข้อมูลนั้นไปแสดงก่อน

 

     วิธีการเอาชนะ RankBrain

1.เพิ่มค่า CTR (Click Through Rate) ให้กับหัวข้อเว็บไซต์ ให้มีความน่าสนใจให้มากขึ้นเพราะถ้าต่อให้อยู่อันดับ1 แต่ถ้าเขียน Title Desription ไม่น่าสนใจทำให้คนคลิกน้อยก็มีโอกาสทำให้เว็บขึ้นมาแทน

 

     2.UX (User Experience) & Content

การปรับ On-Page ใน Post-Page ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ การปรับโครงสร้าง content ที่ดีจะช่วยทำให้ Google รู้ว่าเว็บไซต์ หรือ เว็บเพจของเราเกี่ยวข้องกับอะไร เมื่อ Google รู้แล้วว่าธุรกิจเราเกี่ยวกับอะไรก็จะทำการดึงหน้าเว็บไซต์ หรือ หน้า Content ของเราไปแสดงบน Search Engine

 

     สิ่งที่สำคัญของการเขียนบทความ SEO จะมี สองรูปแบบหลัก

     1.Body

ปรับเนื้อหา (Content) ให้มีความน่าสนใจ นำเสนอแต่สิ่งที่มีประโยชน์กับ User อย่าพยายาม Wards Keyword การมี Keyword Relevance (คำที่เกี่ยวข้อง) อยู่ในบทความถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ต้องใส่ถึง 100 Keyword เพราะจะทำให้บทความนั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอ บทความที่ดีควรมี Relevance คำที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาเกี่ยวข้องกันอยู่ด้วยเพราะจะทำให้บทความเรามีความน่าเชื่อถือขึ้น Google Bot จะรู้ว่าเนื้อหาของเราดีหรือไม่ดีดูจาก User ว่าอยู่ในเว็บไซต์เรานานแค่ไหน ยิ่ง User อยู่นานยิ่งแปลว่าเนื้อหาของเราน่าสนใจ

 

     2.User Signal

Headline H1 : ตัวเดียว ใส่ Keyword

Subheading H2 :  Keyword Relevance (คำที่เกี่ยวข้อง)

Paragraph : 3 บรรทัดแรก ควรมี Keyword

Image Optimization : ตั้งชื่อให้กับรูปภาพ  อาทิ แมวสีส้ม.jpg หลังจากอัพขึ้นเว็บแล้วก็อย่าลืมใส่ ALT, Title เพิ่มด้วย

Video : แนะนำให้หาวิดิโอ ที่น่าสนใจมาใส่สักประมาณ 1-2 นาที สามารถทำให้ USER อยู่ได้นานยิ่งขึ้น

Internal Link : การทำลิ้งภายใน เชื่อมโยงไปหาเนื้อหาที่ใกล้เคียงหรือเกี่ยวข้อง ( ไม่ต้องซ่อน ทำประโยคยาวๆ เพื่อให้ User ได้คลิกจริง )

Site Speed : ความเร็วของการโหลดหน้าเว็บไซต์

Responsive : การแสดงผลอุปกรณ์ต่างๆ  มือถือ เว็บไซต์เป็นสิ่งจำเป็น

HTTPS : ความปลอดภัยของเว็บไซต์

 

     3.Optimize for Voice Search

Voice Search ในต่างประเทศถือว่าเป็นที่นิยมอย่างมาก ส่วนประเทศไทยก็เริ่มจะมีคนใช้บ้างแต่ยังน้อยอยู่ แต่อย่าลืมความพร้อมของเว็บไซต์ให้รองรับ Voice-Search เน้นคีย์เวิร์ดที่เป็น LSI หรือ Long tail keyword LSI ย่อมาจากคำว่า Latent Semantic Indexing : เป็นคีย์เวิร์ดช่วยให้ Search Engine สกัดความหมายจากคำที่มีความหมายมากกว่า 1 ความหมาย

SEO และ Google Adwords ต่างกันอย่างไร?

SEO และ Google Adwords ต่างกันอย่างไร?

     การทำ Digital Marketing มีหลายช่องทาง การทำ SEO และ Google Adwords ก็ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์ หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเจ้าสองตัวนี้มันต่างกันอย่างไร การทำงานคล้ายกันหรือไม่ รวมถึง ข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ ของแต่ละช่องทาง  SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือ การปรับแต่ง website (optimization) ของเราให้มีประสิทธิภาพเพื่อการติดอันดับที่ดีที่สุดบน Search Engine เช่น Google เป็นต้น

 

SEO และ Google Adwords ต่างกันอย่างไร

     การทำ SEO ไม่ต้องจ่ายเงินให้กับทาง Google แต่การทำ Adwords ต้องจ่ายให้ Google ปัจจัยหลักของการทำ SEO คือ content หรือ เนื้อหาบนเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ (ละเอียด, เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน) และ keywords ซึ่งต้องทำการวิเคราะห์ว่า users หรือ ผู้ที่ใช้งาน internet จะมาเจอคอนเท้นท์ได้นั้นต้องพิมพ์คำว่าอะไรบน Google เพื่อมาเจอหน้าที่มีคอนเท้นท์ของเรา ยกตัวอย่างเช่น : เว็บไซต์ของเราให้บริการเกี่ยวกับ “ฟิตเนส” เป็นไปได้สูงว่า users จะใส่ keyword คำนี้ลงไปบนช่องการค้นหาบน search engine อาจจะเป็น “ฟิตเนส ราคาถูก” หรือ “ฟิตเนสที่ไหนดี” เป็นต้น

     Google Adwords คือหนึ่งใน products ของ Google ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาบน search engine หรือ เว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับ Google (Display Network) เงินที่จ่ายเพื่อทำโฆษณา เรียกว่า Cost Per Click (CPC) หรือ ต้องเสียเงินก็ต่อเมื่อมีผู้คลิ๊กเว็บไซต์ของเราหลังจากการแสดงผล หรือ Impressions

 

โฆษณาโดยใช้ Adwords ผ่านช่องทางใดได้บ้าง

     ประเภทของการทำ Adwords มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการทำโฆษณาและประเภทธุรกิจ บทความนี้เราจะขอหยิบยกมาหนึ่งประเภท นั่นคือ การทำ Google Adwords โดยใช้ Search Network หรือ การประมูล keywords เพื่อให้เราได้แสดงผลอยู่ในอันดับต้นๆ ในหน้าผลการค้นหาบน Google

 

 ค่าใช้จ่าย

     ราคาจะต่างกันไปตาม keyword ที่เราซื้อ บางธุรกิจ บาง keyword อาจมี ราคาต่อคลิ๊ก (Cost per Click: CPC) สูงถึง 100 บาท สาเหตุเพราะ เป็นคำที่มีการแข่งขัน และ ปริมาณการค้นหาสูง คำว่า การแข่งขันสูง (high competition) หมายถึง มีคนทำธุรกิจประเภทเดียวกับคุณเป็นจำนวนมาก ปริมาณการค้นหาสูง (high search volume) หมายความว่า คน search คำนี้มากบน Google ส่งผลให้มี CPC สูง Adwords สามารถช่วยให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นไปแสดงผลในอันดับต้นๆ ของหน้าแรกบน Google ได้รวดเร็วกว่า SEO แต่ถ้าคุณหยุดจ่ายเงินให้กับ Google หรือ ปิด Campaign เมื่อไร และหากคุณไม่ได้ทำ SEO อยู่ ก็เป็นไปได้สูงที่ users บน google จะไม่เจอเว็บไซต์ของคุณ

 

ข้อได้เปรียบในการทำ SEO

  1. ไม่ต้องเสียเงินให้ Google หรือ Search Engine เมื่อมีคนคลิกเข้ามาดูที่หน้า website
  2. เมื่อ website อยู่อันดับ 1-10 ของ Search Engine ผู้คนก็จะรู้จักสินค้าและบริการของคุณมากขึ้นเพราะว่าอยู่ในอันดับดีต้น ทำให้สามารถเพิ่มยอดขายของคุณได้ ทุกวันนี้น้อยคนจะกดไปยัง หน้าสอง บน Google บางบทวิจัยให้ข้อมูลว่า เว็บไซต์อันดับ 1 – 3 ในหน้าแรกของ Google มีโอกาสถูกคลิ๊กถึง 33% ! 
  3. เมื่อคนคลิ๊กเข้ามาในเว็บไซต์คุณมากขึ้นเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้าที่มากขึ้นเช่นกัน (ขึ้นอยู่กับคุณภาพของ เนื้อหา และ หน้าเว็บไซต์ ของคุณด้วย)

 

ข้อเสียเปรียบการทำ SEO

  1. ใช้เวลานานในการติดอันดับบนหน้าแรกของ Google (อย่างน้อย 3 -12 เดือน)
  2. ต้องศึกษาวิธีการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น เช่น อัลกอริธึ่ม (algorithms) ที่มีการควบคุมคุณภาพของเนื้อหาและเว็บไซต์เข้มงวดขึ้น
  3. ปรับ หัวข้อ (title) และ คำอธิบาย (description) ของเนื้อหาไม่ได้ทันที อาจจะต้องให้ web developer ช่วยเหลือ (กรณีไม่ได้ใช้งาน ระบบจัดการเนื้อหาบนเว็บไซต์ หรือ Content Management System เช่น WordPress)
  4. ปริมาณการใส่ keyword ที่เกี่ยวข้อง ต้องทำอย่างรอบคอบ และ มีเหตุผลที่ต้องใส่ ไม่งั้นอาจจะถูก Google มองว่า พยายามโกง (Rank Manipulation)
  5. เมื่อทำผิด (ทำข้อห้ามที่ระบุไว้ใน Google Guideline) เว็บไซต์ของเราอาจจะถูกมองว่าเป็นเว็บไซต์ไม่ปลอดภัย หรือ ไม่มีคุณภาพ โดย Google ซึ่งอาจส่งผลให้คุณไม่สามารถนำเว็บไซต์ของคุณขึ้นแสดงผลบน Google ได้ หากไม่มีการปรับปรุงใดๆ หรือใช้เวลานาน เพื่อกู้เว็บไซต์กลับขึ้นแสดงผลบน Google

 

ข้อได้เปรียบการทำ Adwords

  1. สามารถขึ้นแสดงผลบน Google ได้อย่างรวดเร็ว (ไม่นานเป็นเดือน) หลังจากระบบวิเคราะห์ข้อมูลโฆษณาของเรา และ keyword เสร็จ
  2. การปรับเพิ่มปรับแต่ง โฆษณาต่างๆ Keyword ทำได้ตลอดเวลา และมีหน้าการใช้งาน (interface) ใช้งานง่าย มีการแบ่งแยกหมวดหมู่ชัดเจน รวมถึงลูกเล่น เช่น extensions เป็นต้น
  3. กำหนดงบประมาณการโฆษณาได้ ตัวอย่างเช่น user เห็นโฆษณา ของคุณ แต่ไม่ คลิ๊ก คุณจะไม่เสียเงินในกรณีนี้ ในทางตรงกันข้าม หาก user เห็น และ คลิ๊ก จะถูกนำไปคิดเป็นค่าใช้จ่าย โดยคำนวณเป็น CPC
  4. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในเวลาที่เหมาะสม Adwords มีเครื่องมือกำหนด เวลาออนไลน์ ของโฆษณาได้ รวมถึงกำหนดพื้นที่บนเว็บไซต์พันธมิตร (placements) ที่เราต้องการให้โฆษณาของเราแสดงผลได้เช่นกัน

 

ข้อเสียเปรียบการทำ Adwords

  1. ใช้เงิน (บางกรณีสูงมาก) ในการประมูล keywords ถึงจะติดอันดับที่ดีได้
  2. เมื่อปิดโฆษณา เป็นไปได้สูงว่า หน้าที่คุณทำโฆษณา อาจจะไม่ปรากฏในหน้าแรกของ Google

 

     การทำ SEO และ Google Adwords มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์ ของแต่ละเว็บไซต์ และ รูปแบบธุรกิจ บางรายอาจมองว่าการทำ SEO จัดเป็น long-term strategy และ Adwords เป็น short-term strategy อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องดีที่คุณสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณ ติดอันดับหนึ่งทั้งใน SEO และ Adwords

5 เทคนิคการทำ SEO

5 เทคนิคการทำ SEO

     เชื่อว่าทุกคนที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง หรือดูแลเว็บไซต์อยู่ ต่างต้องการให้เว็บไซต์อยู่อันดับต้น ๆ ของการค้นหา เพราะมีผลโดยตรงกับการทำให้มีคนเข้ามายังเว็บไซต์มากขึ้น เราจึงมี 5 เทคนิคการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google มาแนะนำกันค่ะ

 

1. การตั้งชื่อบทความ หรือ Title 

     ชื่อของบทความต้องสามารถบอกเนื้อหาหลักของบทความได้ทันที ถือเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะเป็นส่วนแรกที่ทั้ง Google และผู้อ่านเห็น และจะทำความเข้าใจว่าบทความนี้พูดถึงเรื่องอะไร ซึ่งโดยปกติชื่อบทความจะถูกนำไปแสดงบนผลการค้นหาด้วย นั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ชื่อของบทความควรจะต้องมี Keyword หลักที่เราต้องการให้เว็บไซต์ของเราไปแสดงผลเวลามีคนค้นหาคำ ๆ นั้น

     เทคนิคที่สำคัญอีกอย่างในการตั้งชื่อชื่อบทความ คือ จะต้องสื่อสารให้ตรงกับความต้องการของผู้อ่านมากที่สุด เมื่ออ่านชื่อบทความแล้วต้องทำให้รู้สึกอยากเข้าไปอ่านต่อ

 

2. ย่อหน้าแรกควรต้องมี Keyword หลักของเนื้อหา

     ในส่วนของย่อหน้าแรกเป็นส่วนแรกที่ผู้อ่านและ Google จะเห็น และทำความเข้าใจเนื้อหาหลักได้ดีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงควรเป็นเนื้อหาที่เจาะเข้าประเด็นหลักของบทความ มีความน่าสนใจที่จะชวนให้ติดตามอ่านต่อจนจบ

     ดังนั้นแล้ว ย่อหน้าแรกจะถูกนำไปแสดงอยู่บนผลการค้นหาด้วย ทั้งนี้ข้อ 1 และ 2 มีผลโดยตรงกับความน่าสนใจของบทความ ผู้ที่ค้นหาจะเข้าไปอ่านบทความหรือไม่นั้น สองส่วนนี้มีความสำคัญมากที่สุด

 

3. ความยาวของเนื้อหา

     ความยาวของเนื้อหาถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะเวลาที่ผู้ใช้อ่านบนเว็บไซต์นั้น มีผลต่ออันดับด้วย การมีเนื้อหาที่ดีนั้นจะต้องมีความยาวที่มีคุณภาพด้วย ไม่ใช่เนื้อหายาวแบบวกไปวนมาหรืออ่านไม่รู้เรื่อง

ผลการวิจัยต่างประเทศนั้น มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าส่วนใหญ่เว็บไซต์ที่ติดอันดับหน้าแรก มักจะมีเนื้อหาที่มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 1,890 คำ

 

4. การมี Link ไปยังบทความอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ 

     การทำ SEO มักจะพูดกันแต่การทำ Backlink แต่จริง ๆ แล้วการลิงค์ออกไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันกับเนื้อหานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรทำ เพราะนอกจากจะทำให้ User ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมแล้ว Google เองยังสามารถที่จะเข้าใจบริบทของเนื้อหาบนเว็บไซต์เราได้ดียิ่งขึ้นด้วย

 

5. การตั้งชื่อไฟล์ภาพ และการเพิ่ม Caption หรือ Alt text ให้กับรูปภาพทุกรูป

     เนื่องจาก Google ยังไม่สามารถทำความเข้าใจความหมายของรูปภาพได้ ดังนั้น การตั้งชื่อไฟล์ภาพ การใส่ชื่อภาพ และคำขยายความของภาพจึงเป็นเรื่องทำสำคัญที่จะทำให้ Google เข้าใจว่าเรากำลังสื่อสารเรื่องอะไร เทคนิคที่คนทำ SEO ส่วนใหญ่ทำกันคือ การใส่ Keyword ของหน้า ๆ นั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคำขยายความภาพด้วย เพื่อเป็นการทำให้มีปริมาณ Keyword ในหน้านั้นมากยิ่งขึ้น

     ข้อดีอีกอย่างของการใส่ Caption และ Alt text ก็คือ จะทำให้ภาพนั้นอยู่ในผลการค้นหาแบบ Image ได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ การใส่ Keyword ใน caption ของรูปภาพ จะมีส่วนช่วยให้ภาพนั้นมีโอกาสแสดงในผลการค้นหาแบบ Image มากขึ้น

แนวทางการทำ SEO

แนวทางการทำ SEO

     การทำ SEO คือ ทำเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์การให้คะแนนของ Google ให้มากที่สุด โดย Google จะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณอยู่เรื่อย ๆ แล้วดูความเกี่ยวข้องเนื้อหากับ Keyword รวมไปถึงโครงสร้างและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ วิธีการให้คะแนนอย่างละเอียดนั้นทาง Google ไม่เปิดเผยออกมา แต่มีผู้เชี่ยวชาญภายนอกจำนวนมากได้ทดลองและคาดการณ์กันว่า Google ใช้เกณฑ์อะไรบ้าง เราจึงใช้เกณฑ์เหล่านี้เป็นแนวทางในการทำ SEO

 

     จากหลักเกณฑ์จำนวนมากในการทำ SEO สรุปเกณฑ์หลัก ๆ ออกเป็น 3  ด้าน คือ ด้านเนื้อหา, ด้านโครงสร้างและประสิทธิภาพเว็บไซต์ และด้านความน่าเชื่อถือ ทั้ง 3 ด้านนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

1. ด้านเนื้อหา

     ด้านเนื้อหาเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO เพราะการที่เว็บไซต์จะเกี่ยวข้องกับ Keyword ไหน Google จะดู

จากความสำคัญของ Keyword ในเนื้อหาที่อยู่บนเว็บไซต์

  • ปริมาณ Keyword
  • ตำแหน่งที่ Keyword นั้นปรากฏอยู่ ว่าอยู่ใน Title, URL, ส่วนบนเว็บไซต์
  • รูปแบบของ Keyword ว่าเป็นหัวข้อ, ตัวหนา, ตัวเอียงหรือlink

ข้อควรระวัง

     หากบทความมี Keyword ถี่มากเกินไปจนผิดปกติ (Keyword spamming ) นอกจากจะสร้างความรำคาญให้ผู้ใช้และสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับแบรนด์แล้ว Google อาจจะมองว่าเว็บไซต์จงใจหลอก Google จะลดความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์หรือนำเว็บไซต์ออกจากการจัดอันดับ การเขียนบทความจึงควรเขียนให้เป็นธรรมชาติที่สุด

 

2. ด้านโครงสร้างและประสิทธิภาพเว็บไซต์

     ด้านโครงสร้างและประสิทธิภาพเว็บไซต์เป็นส่วนที่เกี่ยวกับเทคนิคการทำเว็บไซต์ทั้งในด้านโครงสร้าง ความสะดวกในการใช้งาน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพด้านความเร็ว ซึ่งส่วนนี้มักจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลให้ เช่น

  • การทำ HTTPS เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลบนเว็บ
  • การทำ Responsive Design เพื่อให้สามารถแสดงผลอย่างเหมาะสมได้บนอุปกรณ์ทุกขนาด ทั้งMobile, Tablet และ PC
  • การทำ Inbound Link เพื่อให้แต่ละหน้าเว็บไซต์เชื่อมต่อกันอย่างทั่วถึง และเพิ่มคะแนน Backlink ให้แต่ละหน้า
  • เทคนิคอื่น ๆ เช่น เพิ่มความเร็วเว็บไซต์, การบีบอัดภาพและสคริปท์, การใช้ Hosting ที่น่าเชื่อถือ, การสร้าง robot.txt สำหรับ Search Engine เป็นต้น

     ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ แล้วพิจารณาว่าจะปรับแก้เว็บไซต์เดิมให้ดีขึ้นหรือสร้างเว็บไซต์ใหม่ โดยเฉพาะเรื่อง Responsive Design เพราะหากเว็บไซต์เดิมไม่รองรับการแสดงผลบน Mobile Device แล้วการปรับแก้ของเดิมอาจยากกว่าการสร้างใหม่

 

3. ด้านความน่าเชื่อถือ

     ด้านความน่าเชื่อถือเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพูดถึงหรืออ้างอิงมาที่เว็บไซต์จากแหล่งภายนอก ทั้ง Social Network และเว็บไซต์อื่น ๆ ( ซึ่งส่วนนี้จะมีผลต่อการทำ SEO มากที่สุดอย่างหนึ่ง ) รวมถึงอายุของเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์ที่อยู่มานานจะมีความน่าเชื่อถือกว่าเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดใหม่

     การเขียนบทความที่มีคุณภาพเพื่อให้เว็บไซต์อื่นใช้ในการอ้างอิงหรือให้แพร่หลายใน Social Network เป็นวิธีที่น่าสนใจและเป็นวิธีที่มีคุณภาพวิธีหนึ่ง ทั้งยังช่วยสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์อีกด้วย

ข้อควรระวัง

     หาก Link ที่มาเว็บไซต์ส่วนใหญ่มาจากเว็บไม่มีคุณภาพ ( เช่น เว็บที่รับจ้างใส่ Link ) เว็บไซต์คุณอาจถูกลดความน่าเชื่อถือลงได้หรือ Link ที่เกิดจากการซื้อโฆษณาก็จะไม่ได้คะแนนในส่วนนี้เช่นกันหรือโพสต์ Link ในส่วน Comment ของ Web board ต่าง ๆ ส่วนใหญ่เจ้าของเว็บไซต์จะทำให้ Link นั้นไม่ได้คะแนนการอ้างอิงอยู่แล้ว เพื่อกันการ Spam Link จนสร้างความน่ารำคาญกับผู้ใช้งานบนเว็บของเขาเอง

 

SEO คืออะไร ?

SEO คืออะไร

     SEO มาจากคำว่า Search Engine Optimization คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหาในตำแหน่งที่ดีที่สุด หรือติดหน้าแรกของ Search Engine ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Google, Yahoo, Bing แต่ในที่นี้จะเน้น Google Search เป็นหลัก เพราะมีผู้ใช้สูงมากที่สุดกว่า 90%

 

     สร้างเว็บไซต์ให้ติดหน้า Google มี 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ การลงโฆษณากับ Google เรียกว่าการทำ Adwords กับอีกวิธีที่มั่นคงกว่านั้นและเป็นที่นิยม เหมาะกับธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็ก อีกทั้งยังยั่งยืนกว่าในระยะยาว นั่นก็คือ การทำ SEO นั่นเอง

 

     การจะทำให้เว็บไซต์แสดงผลในอันดับที่ดีได้นั้น มีขั้นตอนและปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกัน ทั้งในเรื่องของเนื้อหาและเรื่องทางเทคนิค ดังนั้นแล้วหากจะพูดกันให้ครอบคลุมถึงความหมายที่แท้จริงของการทำ SEO คือ การพัฒนาเนื้อหาของเว็บไซต์ (content) และโครงสร้างของเว็บ (site structure) เพื่อให้ Search Engine (Google, Yahoo, Bing) เข้ามาอ่านข้อมูล และทำความเข้าใจได้ง่าย เพื่อที่จะนำไปจัดอันดับในการแสดงผลบนผลการค้นหาต่อไป

 

     เป้าหมายของการทำ SEO คือ การทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีหรืออยู่หน้าแรกของผลการค้นหา (SERP) แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องของอันดับนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถการันตีได้ 100% หน้าที่หลักของการทำ SEO จึงเป็นปรับปรุงเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับคำแนะนำของ Google เมื่อรวมกับการมีเนื้อหาที่ดีแล้ว อันดับของเว็บไซต์ก็มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นได้ไม่ยาก

 

     ดังนั้น ถ้าอยากให้มีคนเข้าเว็บไซต์เรามาก ๆ เราจะต้องปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้ดี ให้ติดอันดับ Google แล้วจะมีลูกค้าหน้าใหม่ ๆ รวมทั้งลูกค้าเก่า ๆ แวะเวียนมาที่เว็บไซต์ของเราอย่างไม่ขาดสาย